ชะอำบีชชวนอ่านเรื่องราวบนชายหาดชะอำ หัวหิน

1 ไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่เป็นพระ artist

เบื้องหน้าองค์พระประธานในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม นอกจากมีรูปหล่อเหมือนท่านสมเด็จเจ้าแตงโมแล้ว ข้างเคียงถัดออกไปเลยหนึ่งช่วงแขนเล็กน้อย ยังปรากฎรูปหล่อลักษณะคล้ายคลึงกันอีกองค์

รูปหล่อดังกล่าว คือ พระครูมหาวิหาราภิรักษ์

คาดคะเนได้ว่า ท่านคงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน มีบทบาทสำคัญในประวัติความเป็นมาของวัด ใกล้เคียงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสมเด็จฯ แตงโม

และก็เป็นจริงเช่นนั้นไม่มีผิดเพี้ยน

พระครูมหาวิหาราภิรักษ์ มีนามเดิมว่าพุก เกิดราวๆ ปีพ.ศ. 2372 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3) ที่ตำบลบ้านท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

เมื่อยังเด็กท่านได้มาเป็นศิษย์ของอาจารย์เลียบ วัดใหญ่สุวรรณาราม ซึ่งเกี่ยวดองมีศักดิ์เป็นน้า พออายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทที่วัดนี้

ต่อมาพระอาจารย์เลียบได้เป็นเจ้าอาวาส ครองวัดอยู่ราว 3 ปีก็มรณภาพ ขณะนั้นพระภิกษุพุกบวชมาได้ 18 พรรษา จึงรับตำแหน่งสืบทอดต่อมา

ผลงานยิ่งใหญ่ที่ทำให้พระครูมหาวิหาราภิรักษ์ เป็นที่เคารพยกย่องมาก ก็คือ การบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใหญ่สุวรรณาราม

มีหลักฐานบันทึกถึงการซ่อมแซมครั้งนั้นว่า

"... ผ่านหน้าวัดกำแพงแลง มาหยุดที่วัดใหญ่สุวรรณาราม ซึ่งเป็นที่ฉันชอบใจฝีมือช่างในวัดนั้น บรรดาฝีมือที่ทำทุกอย่างปรากฎว่าเป็นช่างหลวงได้ทำอย่างวิเศษ..."

"...พระในวัดนี้ตั้งแต่พระครูเป็นต้นไปเป็นช่างด้วยกันโดยมาก รู้จักรักษาของเก่าดีเป็นอย่างยิ่ง เช่นการเปรียญซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ไม้ท่อนไหนผุเปลี่ยนแต่ท่อนนั้น ส่วนที่เป็นลวดลายสลักหรือเขียนอันยังจะใช้ได้เก็บของเก่าประกอบอย่างดีที่ สุดซึ่งจะทำได้..."

"การเปรียญ” หมายถึง ศาลาการเปรียญอันงามเป็นที่ลือลั่น มีตำนานเรื่องเล่ากำกับไว้ว่า พระเจ้าเสือได้ถวายตำหนักแก่สมเด็จฯ แตงโม เมื่อคราวทำการบูรณะปฏิสังขรณ์

ส่วนพระครูที่ได้รับการกล่าวถึง คือ พระครูมหาวิหาราภิรักษ์

ความข้างต้น คัดลอกมาจากเอกสารสำคัญ ซึ่งใครก็ตามที่เขียนถึงวัดใหญ่สุวรรณาราม ล้วนจำเป็นต้องหยิบยกมาอ้างอิงเสมอ

ข้อเขียนของผมก็เช่นกัน

เอกสารดังกล่าว เป็นพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพรรณนาและมีพระบรมราชาธิบาย ถึงงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่วัดใหญ่สุวรรณารามไว้อย่างถี่ถ้วน ลึกซึ้ง

ปัญหาก็คือ บทความส่วนใหญ่ (ซึ่งเข้าใจว่าคงจะอ้างอิงสืบเนื่องตามกันเรื่อยมา) ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อไร? เนื่องในโอกาสอันใด

การไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเนื้อหาที่ผมจะเขียนเล่าสู่กันฟังหรอกนะครับ เป็นแค่ความกังขาส่วนตัวของผม ซึ่งจัดอยู่ในจำพวก "เด็กมีปัญหา" หมวดหมู่คุณหนูขี้สงสัย

เมื่อสงสัยแล้วไม่รู้ ก็เกิดอาการค้างคาใจ

ผมก็เลยโดน "ผีนักสืบ" เข้าสิง ต้องซอกแซกดั้นด้นดิ้นรนค้นหา "คำตอบ-สนองความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว" ให้จงได้

นอกเหนือจากอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนมาบ้าง และมักจะนอนหลับฝันร้ายพบว่า ตนเองกลายเป็นฆาตกรโรคจิตอยู่เนือง ๆ แล้ว ผมไม่ประสีประสาเกี่ยวกับการสะสางคลี่คลายปริศนาใด ๆ เลย

ผมจึงทำได้แค่เพียงเงอะงะงุ่มง่าม ด้วยอาการ "งมเข็มในห้องสมุด" โดยปราศจากวี่แววความสำเร็จ

ระหว่างป้วนเปี้ยนอยู่ตามชั้นหนังสือแบบเดาสุ่มมั่วๆ นั้นเอง ปาฏิหาริย์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เกิดขึ้น แบบ "ส้มหล่น" ลงมาเป็นเล่ม ไปเจอหนังสือชื่อ "พระบรมราชาธิบายของรัชกาลที่ 5" รวบรวมโดยบุนนาค พยัคฆเดช เข้าด้วยความบังเอิญสุดขีด

ภายในเล่มมีตอนหนึ่ง หยิบยกข้อความเดียวกับที่ปรากฎอ้างอิงในบทความมากมายเกี่ยวกับวัดใหญ่สุวรรณาราม

ท้ายข้อความระบุไว้ว่า ตัดทอนมาจาก "เสด็จพระประพาสมณฑลราชบุรี"

แทนที่จะหายสงสัย ผมกลับยิ่งถลำลึกบานปลาย อยากอ่านฉบับเต็มของพระราชหัตถเลขาฯ ดังกล่าว ด้วยยังนึกระแวงไม่ไว้ใจในข้อมูลที่เพิ่งทราบ

ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยศิลปากรที่ผมอาศัยใช้บริการเป็นประจำ ค้นไม่เจอพระราชหัตถเลขาฯ ฉบับเต็ม ตรวจสอบดูแล้ว พบว่ายังมีอยู่ แต่ก็ถูกใครต่อใคร (ซึ่งใจตรงกับผมโดยบังเอิญ) หยิบยืมไปใช้งานจนหมด

"อนุบาลเด็กโข่ง" อย่างผมก็เลยต้องงัดแผนสอง ดิ่งตรงไปยังหอสมุดแห่งชาติฯ ในวันถัดมา จนเจอและมีโอกาสได้อ่านครบหมดทั้งเรื่องสมใจอยาก

ชื่อเต็มของพระราชนิพนธ์เล่มนี้ก็คือ "พระราชหัตถเลขา เมื่อคราวเสด็จประพาสมณฑลราชบุรี ในปีระกา พ.ศ. 2452"

การเสด็จประพาสครั้งนั้น กินระยะเวลาในการเดินทางเริ่มจากวันที่ 29 สิงหาคมจนถึง 17 กันยายน

มีพระราชหัตถเลขารวมทั้งสิ้น 6 ฉบับ (ฉบับแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ฉบับสุดท้าย 17 กันยายน) เล่าความมายังพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังเป็นมงกุฏราชกุมาร และทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการในพระนคร

ฉบับที่ทรงเล่าถึงวัดใหญ่สุวรรณาราม คือ ฉบับที่ 5 (ลงวันที่ 15 กันยายน)

ความในพระราชหัตถเลขา ได้พรรณนาถึงศิลปกรรมหลากหลายแขนงโดยถี่ถ้วนพิสดาร (ผมจะยกมาอ้างอิงเป็นระยะๆ เมื่อวกเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องตรงกัน) จนสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมายังวัดใหญ่สุวรรณารามหลายต่อหลายครั้ง

จนหนังสือ "พระดีศรีเมืองเพชร" สรุปไว้ว่า "พระพุทธเจ้าหลวงนั้นทรงชื่นชอบวัดใหญ่สุวรรณารามอย่างแท้จริง"

และยังเล่าไว้ว่า เมื่อเสด็จมาคราวแรกตรัสชมเชยว่า "ฉันรู้มานานแล้วว่า วัดใหญ่สุวรรณารามมีของดีหลายอย่าง กรมพระยาดำรงเขาเคยบอกหลายหนแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้เห็นคราวนี้"

เหตุที่พระองค์ทรงโปรดวัดใหญ่สุวรรณาราม นอกเหนือจากความงามถึงพร้อมทางด้านศิลปะเชิงช่างทุกส่วนทุกสิ่งแล้ว การซ่อมแซมครั้งใหญ่ภายใต้การกำกับดูแลของพระครูมหาวิหาราภิรักษ์หรือพระ อธิการพุกในปีพ.ศ. 2452 ยังได้วางแบบอย่างมาตรฐานอันประณีตพิถีพิถันในการดูแลรักษาของเก่า (โดยเฉพาะตัวศาลาการเปรียญ ซึ่งทรุดโทรมลงมาก) ให้คงสภาพใกล้เคียงดังเดิมไว้มากสุด

ผมเข้าใจเป็นการส่วนตัวนะครับว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใหญ่สุวรรณนาราม น่าจะเริ่มขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายปี และยังคงไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ในคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2452

อันนี้ผมพิจารณาประเมินจากเนื้อความในพระราชหัตถเลขาที่ว่า "...ได้ถวายเงินไว้สำหรับปฏิสังขรณ์ 20 ชั่ง ครั้งก่อนก็ได้เคยออกช่วยมากๆ เช่นนี้ พระวัดนั้นอยู่ข้างจะถือเอาเป็นผู้อุปการของวัด..."

พูดง่ายๆ คือ ได้ทรงถวายทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการซ่อมแซมมาก่อนแล้ว

สิ่งสำคัญไม่แพ้การอนุรักษ์ซ่อมแซม ก็คือ พระครูมหาวิหาราภิรักษ์ ยังได้ก่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติม อย่างสวยงาม สอดคล้องกลมกลืนกับโบราณวัตถุต่างๆ ที่มีอยู่ นอกจากจะไม่ข่มของเก่า จนลักลั่นแปลกปลอมแล้ว สิ่งที่สร้างใหม่ ยังช่วยหนุนส่งของเคยมีอยู่เดิมให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

"...มีงานที่ได้ทำขึ้นใหม่ คือได้สร้างพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ แต่เป็นความคิดที่แปลกใหม่ดีมาก จะถือว่าเป็นศาลารายก็ได้ เป็นพระระเบียงก็ได้ เพราะเขาตัดขาดเป็นหลัง ๆ มีช่อฟ้าใบระกา หลังคาซ้อนสองชั้นทุกหลัง ลักษณะทำนองกุฏิล้อมวัดราชสิทธิ์ แต่แยบคายงดงามดีกว่าวัดราชสิทธิ์เป็นอันมาก..."

ขออนุญาตแกล้งลืมเรื่องพระระเบียงนี้ก่อนชั่วขณะนะครับ เพราะเกี่ยวโยงกับประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในคราวหน้า

สรุปโดยรวมก็คือ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดวัดใหญ่สุวรรณรามอย่างยิ่ง ดังปรากฎในพระราชหัตถเลขาว่า "...แต่จะกล่าวได้ว่าถ้าผู้ใดออกมาเมืองเพชรบุรีมีน้ำใจที่จะดูการช่าง ไม่ใช่แต่เพียงมาเที่ยวถ้ำเที่ยวเขา จะหาที่อื่นดูให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าวัดใหญ่เป็นไม่มี..."

มีเรื่องเล่าอีกว่า พระองค์ทรงคุ้นเคยกับพระครูมหาวิหาราภิรักษ์เป็นอย่างดี เช่นคราวหนึ่งเสด็จมาที่วัดเมื่อ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 ได้ทรงถวายเงินบำรุงวัด และทรงปรารภว่า จะตั้งให้ท่านเจ้าอาวาสเป็นพระครู แต่หลวงพ่อได้ทูลถวายพระพรว่า ท่านมีอายุมากแล้ว จะไม่ขอรับ

อย่างไรก็ตาม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 พระอธิการพุกก็ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูมหาวิหาราภิรักษ์

เช่นเดียวกับคราวเสด็จพระพาสมณฑลราชบุรี ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2452 เว้นห่างจากที่ได้เสด็จวัดใหญ่ฯ เพียงแค่ 4 วัน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ เสด็จไปที่วัดใหญ่ฯ อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนพัดยศให้ท่านพระครู มาเป็นพัดพุดตานหักทองขวาง พร้อมกับเพิ่มนิตยภัต (พจนานุกรมให้นิยามว่าหมายถึง "อาหารหรือค่าอาหารที่ถวายแต่ภิกษุสามเณรเป็นนิตย์")

ว่ากันว่า พัดยศชนิดดังกล่าว จะพระราชทานเฉพาะพระภิกษุที่ทรงคุ้นเคยและทรงพอพระราชหฤทัยเป็นการส่วนพระองค์เท่านั้น

ข้อเขียนชิ้นนี้ ออกจะแก่ "เรื่องเล่า" อยู่สักหน่อยนะครับ

เล่ากันอีกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาถึงวัดใหญ่สุวรรณาราม เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2452 ท่านพระครูได้กล่าวเชิญเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ พระองค์ตรัสว่า "คุณลุงเดินนำหน้าเถิด"

แสดงความคิดเห็น กลับข้างบน

# ความคิดเห็นที่ : 1

โพสต์เมื่อ : 2009-07-15, 18:52

ขอบคุณที่เอามาแบ่งปันค่ะ

แสดงความคิดเห็น กลับข้างบน

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)