ชะอำบีชชวนอ่านเรื่องราวบนชายหาดชะอำ หัวหิน

"ชะอำ"ในความเปลี่ยนแปลงหวนคิดถึงกรมพระนราธิปฯ

ถ้าเอ่ยถึง "ชะอำ" มักนึกถึงภาพเมืองตากอากาศชายทะเลอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แม้ระยะหลังจะมีเสียงสะท้อนถึงความผิดหวังในการเดินทางมาพักผ่อนถี่ขึ้น แต่ทุกเทศกาลวันหยุดชะอำยังคงเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

สภาพหาดชะอำยามนี้เต็มไปด้วยความแออัด ตลอดชายหาดอัดแน่นไปด้วยร่มและเก้าอี้ผ้าใบ และพ่อค้าแม่ค้าขายของกินของที่ระลึกคึกคัก ทรัพยากรธรรมชาติยังถูกตักตวงอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งผืนน้ำ แผ่นดิน เปลือกหอย เม็ดทราย ขณะที่ความคิดริเริ่มฟื้นฟูเอาใจใส่ธรรมชาติแทบไม่มีให้เห็น

ชะอำกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไร้รูปแบบที่ชัดเจน จะพัฒนาให้ออกแนวเดียวกับพัทยาที่เต็มไปด้วยสีสันก็ไม่ใช่ หรือจะพัฒนาเป็นดินแดนพักผ่อนอันเงียบสงบก็ไม่เชิง สภาพอย่างที่เห็นคือสะเปะสะปะ อาจเป็นเพราะความเข้าใจคำว่า "พัฒนา" นั้นลึกซึ้งเกินความเข้าใจของผู้บริหารบางคน

ความหดหู่ที่เห็นสภาพของชะอำยามนี้ชวนให้รำลึกถึง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งชาวชะอำให้การยอมว่าเป็นบิดาของการพัฒนาชะอำ ในหนังสือ "ชะอำ ฟองคลื่นศักดินา" ของ สรศัลย์ แพ่งสภา ได้บอกเล่าเรื่องราวของชะอำไว้อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ยุคบุกเบิก เมื่อเกือบ 80 ปีก่อน หาดชะอำมีเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางชายหาดที่ทอดยาว มีเปลือกหอยที่ถูกคลื่นซัดมากองตลอดแนวฝั่ง ผักบุ้งทะเลสีเขียวขึ้นอยู่ดาษดื่นสลับสีสันเม็ดทรายขาว

สมัยนั้นเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักเรียนนอก มักนิยมมาพักผ่อนกันที่หัวหิน มีการสร้างโรงแรม สนามกอล์ฟหรูหรา จนกระทั่งคนกลุ่มหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายและไม่ชอบใจแนวทางการพัฒนาหัวหิน

ดังนั้น กรมพระนราธิปฯ พร้อมเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชา พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ฯลฯ จึงได้ร่วมกันสำรวจหาสถานที่ตากอากาศแห่งใหม่ จนในที่สุดมาพบหาดชะอำ ทั้งหมดได้ร่วมกันวางแผนและกำหนดรูปแบบการพัฒนาชะอำไว้เป็นอย่างดี

ถนนที่เลียบชายหาดตีคู่ขนานไปกับถนนเจ้าลาย โดยมีถนนนราธิปฯทอดยาวตรงมาจากสถานีรถไฟ ผ่านถนนเพชรเกษมตรงสี่แยกชะอำขนถ่ายนักเดินทางมายังชายหาด ขณะเดียวกันด้านหลังถนนเจ้าลายจะมีพื้นที่ป่า เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาดังกล่าวที่ยังหลงเหลือไว้เป็นมรดกจนถึงปัจจุบัน น่าเสียดายที่เกิดเหตุการณ์แปรเปลี่ยนทางการเมืองเมื่อ พ.ศ.2475 เสียก่อน ทำให้แผนงานทั้งหมดถูกทิ้งไปและไม่ได้รับการสานต่อในยุคต่อมา การพัฒนาชะอำจึงไร้ทิศทางมาโดยตลอด

อย่าแปลกใจถ้ายามนี้ไปเดินเพ่งหาเปลือกหอยดูแถวชายหาดจนเมื่อยก็ไม่เจอ อย่าแปลกใจที่ลูกหลานชาวประมงชะอำต้องถามพ่อถามแม่ว่าต้นผักบุ้งทะเลเป็นอย่างไร เพราะไม่มีให้เห็นตามหาดทรายอีกแล้ว ไม่ใช่แค่ทรัพยากรในน้ำและชายหาดเท่านั้นที่สูญหายไป แม้แต่ภูเขาใหญ่ 2 ลูกที่เคยตั้งตระหง่านคล้ายยักษ์หลับเคียงคู่ชะอำมาตั้งแต่โบราณกาล ยังร่อยหลอลงจนแทบไม่เหลือ

ภูเขาลูกหนึ่งหายวับไปกว่าค่อน เพราะถูกแปรสภาพเป็นปูนซีเมนต์ ขณะที่ภูเขาอีกลูกหนึ่งแม้ยังอยู่ แต่ถูกลักลอบหาประโยชน์จนบางส่วนพังถล่มลงมากองซึ่งมองแล้วคล้ายบาดแผล ที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันเลวร้ายทิ่มแทงใจชาวชะอำอยู่ทุกวันนี้ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เฒ่าผู้แก่กราบไหว้มานานถูกทำลาย เพราะฉะนั้นจึงเกิดคำถามว่า ถ้าการพัฒนาที่ต้องแลกด้วยสิงเหล่านี้แล้ว คุ้มกันหรือไม่

ปัจจุบันความตื่นตัวรักท้องถิ่นของชาวชะอำได้ถูกปลุกขึ้นมาอย่างน่าสนใจ รูปธรรมที่เห็นชัดเจนคือ ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ พ่อค้า โรงเรียน และวัด ได้ร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นชะอำขึ้นบริเวณโรงเรียนชะอำคุณหญิงเนื่องบุรี

พวกเขาต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ตลอดจนภูมิปัญญาชาวบ้าน ทั้งที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ประกอบอาชีพดั้งเดิมคนที่นี่คือทำนาและประมง การก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยสร้างเป็นเรือนไทยจำนวน 4 หลัง โดยหนึ่งในจำนวนนี้จะเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์กรมพระนราธิปฯเต็มองค์พร้อมเกียรติประวัติของพระองค์ท่าน

เป็นความมุ่งหวังที่พยายามสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของชะอำไม่ใช่มีแค่การวิ่งลงชายหาดไปเล่นน้ำทะเล หรือเยี่ยมชมพระราชวังมฤคทายวัน ก่อนหิ้วขนมหวานเป็นของฝากกลับบ้านเท่านั้น

ชะอำยังมีโบราณสถานเก่าแก่อย่างเนินเจดีย์ทุ่งเศรษฐีสมัยทวารวดี มีวัดโตนดหลวงที่สร้างขึ้นสมัยอยุธยา มีประเพณีพื้นบ้านเกี่ยวกับการละเล่นที่สืบทอดกันมา เช่น รำโนเนของบ้านบางเก่า รำข้าวซ้อมมือของชาวห้วยทรายเหนือ เป็นต้น

ความคึกคักของชุมชนชาวชะอำเช่นนี้ ทำให้ก้าวย่างการพัฒนาที่เคยว้าเหว่ เริ่มมีความอบอุ่นมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าองค์กรภาครัฐตื่นหรือยัง

โดย ภาสกร จำลองราช

แสดงความคิดเห็น กลับข้างบน

# ความคิดเห็นที่ : 1

โพสต์เมื่อ : 2007-06-11, 18:51

ดันๆๆ

แสดงความคิดเห็น กลับข้างบน

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสไอคอน :

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)

*ขนาดของภาพไม่เกิน 150 K (ใช้ได้เฉพาะภาพที่มีนามสกุล JPG,GIF)